วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อุทยานในภาคใต้

อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว

อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว เดิมชื่อ อุทยานแห่งชาติคลองเพรา   อยู่ในเขตอำเภอละอุ่น  อำเภอเมือง  จังหวัดระนอง  และอำเภอสวี  อำเภอทุ่งตะโก  อำเภอหลังสวน  อำเภอพะโต๊ะ  จังหวัดชุมพร  อุทยานฯ มีเนื้อที่ประมาณ  417,500  ไร่  ประกาศเป็นอุทยานฯ  เมื่อวันที่  3  มิถุนายน  2542  มีสภาพป่าสมบูรณ์  สิ่งที่น่าสนใจในอุทยานฯ  คือ  น้ำตกหงาว  เป็นน้ำตกที่ไหลลงมาจากสันเขาสูงชัน  สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล  ช่วงที่มีน้ำมากที่สุดคือ  เดือนมิถุนายน  สัตว์ที่น่าสนใจที่พบได้บริเวณน้ำตกหงาว  ได้แก่  ปูเจ้าฟ้า  ลักษณะเด่นของปูเจ้าฟ้า คือ ลำตัวและก้ามเป็นสีขาว  ขาเดินทั้งสี่คู่  เบ้าตาทั้ง  2  ข้าง  และบริเวณปากเป็นสีม่วงดำ  อาศัยอยู่ตามใต้ซอกหิน  หรือใต้ใบไม้บริเวณสองข้างทางลำธารเล็ก ๆ  ที่ไหลลงจากน้ำตก  โดยเฉพาะในฤดูฝน



อุทยานนกน้ำคูขุด

อุทยานนกน้ำคูขุด อยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลา ท้องที่ตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ เป็นแหล่งพักพิง ถิ่นอาศัยของบรรดานกน้ำอพยพและประจำถิ่นที่สำคัญ จากการสำรวจพบว่ามีนกอาศัยอยู่ถึง 219 ชนิด ซึ่งจะพบมากในช่วงเดือนธันวาคม - มีนาคมของทุกปี บริเวณที่ทำการฯมีเรือบริการนำชมนกตามแหล่งที่มีนกชุกชุมเช่นที่เกาะโคบและ ท่าหิน นอกจากเที่ยวชมนกน้ำแล้ว ทิวทัศน์โดยรอบก็สวยงามโดยเฉพาะในยามเย็นภาพอาทิตย์อัศดงสวยงามมากเมื่อม องจากที่นี้ ภายในบริเวณที่ทำการมีร้านอาหารและบ้านพักบรรยากาศดีให้บริการนักท่อง เที่ยวด้วย



อุทยานแห่งชาติแหลมสน

อุทยานแห่งชาติแหลมสน ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันในท้องที่อำเภอเมือง อำเภอกะเปอร์ กิ่งอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนองและอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา รวมไปถึงเกาะต่างๆคือเกาะค้างคาวหมู่เกาะกำ ที่ทำการอุทยานตั้งอยู่ที่หาดบางเบนซึ่งเป็นหาดทรายยาวและกว้างใหญ่ ทรายละเอียด ร่มรื่นด้วยป่าสนธรรมชาติจากชายหาดแลเห็นทิวทัศน์สวยงามของเกาะแก่งในทะเลมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่งเช่นหาดแหลมสนอยู่ห่างจากหาดบางเบนทางทิศเหนือประมาณ 4 กม.มีหาดทรายขาวสะอาดเหนือหาดบริเวณนี้เป็นป่าดิบชื้นและป่าชายหาดมีนกนานาชนิดอาศัยอยู่หาดประพาสเป็นหาดทรายกว้างใหญ่ มีทิวสนร่มรื่นเช่นเดียวกับหาดบางเบนอยู่ที่ตำบลกำพวนห่างจากเมืองระนองไปทางพังงาราว 90 กม.

หาดในภาคใต้

หาดบ่อผุด

หาดบ่อผุด อยู่ทางด้านเหนือของเกาะสมุย มีหาดตามความโค้งของอ่าว มีท่าเรือให้บริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางข้ามจากเกาะสมุยไปยังเกาะเต่า ด้วยเรือเร็ว มีร้านอาหารจำหน่ายอาหารทะเลสดๆให้ได้เลือกชิมอยู่หลายร้าน จึงเป็นหาดที่มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารทะเล เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวประมงที่เก่าแก่ มีบ้านเรือนตั้งอยู่ริมหาดเป็นแนวยาว เหมาะแก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนในบรรยากาศที่เงียบสงบมากกว่าการ เล่นน้ำ



หาดพระใหญ่ และ หาดเชิงมน

หาดพระใหญ่ และ หาดเชิงมน ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของเกาะ เป็นชายหาดแคบๆมีแนวโขดหินตามแนวหาด มีลักษณะเป็นส่วนตัวและเงียบสงบ เหมาะแก่การเล่นน้ำเนื่องจากมีแหลมยื่นลงไปในทะเล บางแห่งจะมีแนวปะการังน้ำตื้นให้นักท่องเที่ยวได้ชมในเวลาที่น้ำลงสามารถเดินเท้าไปยังเกาะสม บริเวณหาดแห่งนี้สามารถหาที่พักในราคาที่ไม่สูงจนเกินไปได้ถัดจากหาดเชิงมนจะถึงหาดพระใหญ่ซึ่งมีถนนเชื่อมต่อไปยังเกาะฟานเกาะเล็กๆที่ประดิษฐานพระพุทธโคดม หรือ พระใหญ่ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดหน้าตักกว้าง 5 วา 9 นิ้ว และเป็นที่ตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมพักอาศัย อยู่ห่างจากหน้าทอนประมาณ 17 กม.เมื่อวันที่24 เมษายน 2505พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมนาถได้เสด็จมาทรงนมัสการ ชาวเกาะสมุยจึงถือเป็นประเพณีมีงานนมัสการพระใหญ่สืบมา



หาดละไม

หาดละไม เป็นหาดที่มีชื่อเสียงด้วยความสวยงามของความโค้งของอ่าวและทิวมะพร้าวที่ ปลูกเป็นแนว ชายหาดเป็นทั้งหาดทราย และหาดหิน บางช่วงของหาดมีระดับน้ำลึกและมีคลื่นแรง ทางใต้ของหาดละไมมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวชอบไปเที่ยว ชมคือ หินตา หินยาย ซึ่งเป็นโขดหินที่มีรูปร่างแปลกตา และมีตำนานเล่าขานกันมาอย่างน่าสนใจ แหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออีกแห่งบนหาดนี้ได้แก่ ศูนย์วัฒนธรรมวัดละไม ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรวบรวมเครื่องมือเครื่องใช้เก่าแก่เช่น ตะเกียงโบราณ เครื่องมือการเกษตร รองเท้าหนังควาย และผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว เป็นสถานที่ให้ความรู้ถึงวิถีชีวิตของชาวเกาะสมุยตั้งแต่อดีตได้เป็นอย่างดี

เกาะในภาคใต้

เกาะเขาใหญ่

เกาะเขาใหญ่ อยู่ห่างจากท่าเรือปากบาราประมาณ 3 กิโลเมตร บนเกาะมีอ่าวชื่อนะปุลา จุดเด่นของเกาะเขาใหญ่ คือ ปฏิมากรรมธรรมชาติที่คล้ายกับปราสาทหิน มีสะพานธรรมชาติยื่นโค้งไปในทะเล ยามน้ำลดสามารถพายเรือลอดได้

นอกจากนี้ยังมีสถานที่เพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาของประมงจังหวัดสตูล ตั้งอยู่ใกล้เกาะเขาใหญ่ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมแวะไปชมมากเช่นกัน



เกาะหลีเป๊ะ

เกาะหลีเป๊ะ อยู่ทางตอนใต้ของเกาะอาดัง มีชุมชนชาวเลอาศัยอยู่ ส่วนใหญ่ทำอาชีพประมง รอบเกาะเต็มไปด้วยป่าปะการังอันสมบูรณ์ มีเวิ้งอ่าวสวยงาม หาดทรายขาวละเอียด อ่าวที่สวยงามที่สุดคือ อ่าวพัทยา บนเกาะมีที่พักเพื่อบริการนักท่องเที่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังเกาะ ในเดือน 6 และเดือน 11 ขึ้น 13-15 ค่ำตลอด 3 วัน 3 คืน ชาวบ้านที่มีเชื้อสายชาวเลจะมารวมกันที่เกาะแห่งนี้เพื่อจัดงานประเพณีลอยเรือ ตามความเชื่อที่จะขับไล่สิ่งอัปมงคล และเสี่ยงทายอนาคตของการประกอบอาชีพ



เกาะหินงาม

เกาะหินงาม เกาะขนาดเล็กทางทิศใต้ของเกาะอาดัง ทั้งเกาะเต็มไปด้วยหินสีดำ กลมเกลี้ยง มันวาว เล่ากันว่าหินทุกก้อนมีคำสาปของเจ้าพ่อตะรุเตา หากใครนำติดตัวไปจะเกิดแต่หายนะ แต่หากไปชมแล้วเรียงก้อนหินได้ 12 ชั้น แล้วอธิษฐานขอพรก็จะได้สมปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่าง



สถานที่ท่องเที่ยวในภาคใต้

เกาะเขาใหญ่


เกาะหลีเป๊ะ


เกาะหินงาม


หาดบ่อผุด



หาดพระใหญ่ และ หาดเชิงมน


หาดละไม


อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว



อุทยานนกน้ำคูขุด



อุทยานแห่งชาติแหลมสน

วัดในภาคกลาง

วัดธรรมมงคล

วัดธรรมมงคล ตั้งอยู่ในซอย 101 ถนนสุขุมวิท บางจาก พระโขนง มีพระมหาเจดีย์สูง 14 ชั้น วัดจากพื้นดินถึงยอดพระเจดีย์ได้ 94.78 เมตร ภายในบรรจุพระเกศา พระอุรังคธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งพระญาณวิริยาจารย์เจ้าอาวาส ได้อัญเชิญมาจากโคตะมะ เมืองจิตตะกอง ประ เทศบังกลาเทศ เมื่อพ.ศ. 2517 พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์นี้ใช้เวลาก่อสร้าง 9 ปี เสร็จเมื่อปี พ.ศ.2529 ใช้งบประมาณจากผู้มีจิตศรัทราบริจาคทั้งสิ้น 70 ล้านบาท


วัดไตรมิตรวิทยาราม

วัดไตรมิตรวิทยารามเป็นวัดโบราณ สร้างเมื่อสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน เดิมชื่อว่าวัดสามจีนใต้ มีคำเล่ากันว่า วัดสามจีนมีอยู่สามวัดคือ วัดสามจีนที่อยู่ในคลองบางอ้อ ด้านตรงข้ามกับวัดเทเวศร์วัดหนึ่ง วัดสามจีนเหนือ บางท่านก็ว่าอยู่ที่บางขุนพรหม บางท่านก็ว่าอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี สำหรับวัดที่อยู่บางขุนพรหมได้แก่ วัดสังเวชวิศยาราม ส่วนที่อยู่จังหวัดนนทบุรีนั้น ได้แก่ วัดโชติการาม อำเภอเมืองนนทบุรี และวัดสามจีนใต้ ได้แก่ วัดไตรมิตรวิทยาราม เหตุที่เรียกว่าวัดสามจีนก็เนื่องด้วยว่ามีชาวจีน 3 คน ได้ช่วยกันก่อสร้างขึ้นมา จึงได้นามว่า "วัดสามจีน"
ในปี พ.ศ. 3482 ได้เปลี่ยนนามวัดสามจีนใต้มาเป็นวัดไตรมิตรวิทยารามทั้งนี้เพื่อจะเฉลิม เกียรติคุณ ของท่านแรกสร้างให้ยั่งยืนวัฒนายิ่งขึ้น และเป็นการเชิดชูอุตสาหะวิริยะของท่านผู้สร้างและคณะกรรมการ ปรับปรุงวัดพระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี มหาเถร) วัดมหาธาตุ ได้เมตตาคิดค้นนามที่เป็นมงคลมาเฉลิมเพิ่มความสง่าให้แก่วัดสามจีนใต้ โดยเปลี่ยนเป็น "ไตรมิตรวิทยาราม" และกรมสามัญศึกษาได้เปลี่ยนนามโรงเรียนวัดสามจีนใต้เป็น "โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย" ตามนามวัดที่ได้เปลี่ยนใหม่ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2482 และเพื่อให้ปรากฏเป็นหลักฐานไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ทราบถึงเหตุที่ได้ เปลี่ยนนามวัด ขออัญเชิญสัมปสาทนียกถาของพระเดชพระคุณท่านเจ้า ประคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารีมหาเถร) ซึ่งได้กล่าวอนุโมทนาในวันเปิดป้ายวัด เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 ดังต่อไปนี้


วัดเบญจมบพิตร

วัดเบญจมบพิตร อยู่ที่ถนนศรีอยุธยา เดิมเป็นวัดร้าง ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดฯ ให้สร้างวัดเบญจมบพิตรขึ้นแทนวัดเก่า 2 วัดคือ วัดแหลม กับวัดไทรทอง โดยมี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นนายช่างออกแบบ และพระย าราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นนายช่างก่อสร้าง สิ่งที่น่าชมภายในวัดได้แก่ พระอุโบสถ ซึ่งสร้างด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลี ซึ่งเหลือมาจากการ สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ระเบียงวัดเบญจมบพิตร สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงรวบรวมพระปางต่าง ๆ ที่ได้นำมาจากหัวเมืองรวม 25 องค์ ไว้โดยรอบ นอกจากนี้พระประธานของวัด ได้จำลองพระพุทธชินราชจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลกมาประดิษฐานไว้ด้วย

อุทยานในภาคกลาง

อุทยานแห่งชาติรามคำแหง

อุทยานแห่งชาติรามคำแหง เป็นอุทยานแห่งชาติที่พบหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย ประกอบด้วยปูชนียวัตถุอันเป็นโบราณสถานสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เช่น รอยพระพุทธบาท อยู่ที่เชิงเขาถ้ำพระบาท ปรางค์เขาปู่จา ซึ่งเป็นศิลปะเขมรสมัยบาปวน ถนนพระร่วง ที่เชื่อมระหว่างเมืองกำแพงเพชรผ่านสุโขทัยไปพบกับศรีสัชนาลัย ซึ่งเชื่อว่าสร้างขึ้นเมื่อกว่า 700 ปีก่อน ปล่องนางนาค และเขื่อนสรีดภงส์ ซึ่งเป็นทำนบกั้นน้ำในสมัยสุโขทัย นอกจากนี้ยังมีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ตลอดจนมีสภาพธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงาม มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจ
อุทยานแห่งชาติรามคำแหง มีเนื้อที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอบ้านด่านลานหอย อำเภอคีรีมาศและอำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เป็นอุทยานแห่งชาติทางประวัติศาสตร์เป็นแหล่งที่ตั้งปูชนียวัตถุที่สำคัญมากมายอันเป็นโบราณสถานสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เป็นอุทยานแห่งชาติซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 97 ตอนที่ 175 ลงวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2523 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 18 ของประเทศ


อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย

สืบเนื่องจากการที่ "พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชประสงค์สงวนป่าบริเวณตำบลแม่สำ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งในบริเวณนี้ประกอบด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์และสัตว์ป่านานาชนิด ราษฎรในแถบนี้และใกล้เคียงได้รับความสมบูรณ์จากน้ำที่เกิดจากพื้นที่ต้นน้ำ ลำธารในพื้นที่ป่าแห่งนี้ กรมป่าไม้ควรสงวนไว้เป็นวนอุทยาน"  ตามหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการ ถึงกรมป่าไม้ในปี 2519 กรมป่าไม้จึงได้สำรวจพื้นที่ และเห็นชอบให้กำหนดพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ และให้ใช้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย”
โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าแม่สินป่าแม่สาน ป่าแม่สูงฝั่งซ้าย และ ป่าแม่ท่าแพ ในท้องที่ตำบลแม่ล้น ตำบลแม่สำ ตำบลบ้านแก่ง อำเภอศรีสัชนาลัย และตำบลกลางดง อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งประกาศลงในพระราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98 ตอนที่ 70 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2524 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 26 ของประเทศ มีเนื้อที่ประมาณ 213.20 ตารางกิโลเมตร และต่อมากรมป่าไม้ได้ดำเนินการผนวกพื้นที่เพิ่มเติมในท้องที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง มีพื้นที่ประมาณ 106 ตารางกิโลเมตร รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 319 ตารางกิโลเมตร
อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย เดิมชื่อป่าคา หมายถึงป่าคาหลวง หรือสันกลางแม่วังช้าง ตั้งอยู่ที่บ้านป่าคา หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านแก่ง มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าคาขนาดใหญ่ เป็นต้นน้ำของแม่น้ำท่าแพ สภาพพื้นที่โดยทั่วไปมีลักษณะสัณฐานเป็นเทือกเขา ป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดงดิบเขา สัตว์ป่าที่พบได้แก่ กระแต เสือไฟ อีเห็นข้างลาย เลียงผา เต่าปูลู  มีทิวทัศน์งดงาม สงบเงียบ อากาศหนาวจัดในฤดูหนาว
ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย (ป่าคา) มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติหลายแห่ง เช่น น้ำตกตาดดาว น้ำตกตาดเดือน น้ำตกห้วยทรายขาว ถ้ำธาราวสันต์ ถ้ำค้างคาว เป็นต้น ลักษณะการท่องเที่ยวในอุทยานฯเหมาะแก่การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ การดูนก (มีนกประจำถิ่นและนกอพยพนานาชนิดมากถึง  145 ชนิด) และการตั้งแค้มป์พักผ่อน


อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นดินแดนแห่งยุคทองที่ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ไทยในอดีต ที่ยังคงร่องรอยแห่งอารยธรรมอันรุ่งเรือง สถาปัตยกรรมอันงดงามวิจิตรบรรจง และที่สำคัญเป็นร่องรอยอดีตแห่งความภาคภูมิใจของคนไทย และของคนทั้งโลกจนได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นแหล่งมรดกโลก เมื่อ พ.ศ. 2534
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ห่างจากตัวจังหวัดสุโขทัยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตร ในอดีตเมืองสุโขทัยเคยเป็นราชธานีของไทยมีความเจริญรุ่งเรือง เป็นศูนย์กลางการปกครอง ศาสนา และเศรษฐกิจ บริเวณพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยครอบคลุมพื้นที่กว่า 70 ตารางกิโลเมตร และมีโบราณสถานสำคัญที่น่าชมมากมาย
ภายในอุทยานฯ มีสถานที่สำคัญที่เป็นพระราชวัง ศาสนสถาน โบราณสถาน โดยมีคูเมือง กำแพงเมือง และประตูเมืองโบราณล้อมรอบอยู่ในรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส  ประกอบไปด้วยโบราณสถานทั้งภายในและภายนอกกำแพงเมือง ดังนี้
  • สถานที่สำคัญภายในกำแพงเมือง พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช กำแพงเมืองสุโขทัย วัดมหาธาตุ วัดชนะสงคราม เนินปราสาทพระร่วง วัดตระพังเงิน วัดสระศรี วัดศรีสวาย ศาลตาผาแดง
  • สถานที่สำคัญนอกกำแพงเมืองด้านเหนือ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย แหล่งโบราณคดีเครื่องปั้นดินเผาสุโขทัย (เตาทุเรียง) วัดพระพายหลวง วัดศรีชุม
  • โบราณสถานนอกกำแพงเมืองด้านตะวันตก วัดสะพานหิน เขื่อนสรีดภงค์ วัดเชตุพน วัดเจดีย์สี่ห้อง
  • โบราณสถานนอกกำแพงเมืองด้านตะวันออก วัดช้างล้อม วัดตระพังทองหลาง

พิพิธภัณฑ์ในภาคกลาง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง
อาคารที่ ๑ จัดแสดงอารยธรรมเมืองอู่ทองสมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทวารว
ดี (พุทธศตวรรษที่ ๕-๑๖) ซึ่งเคยเป็นเมืองท่าติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ รับรูปแบบศาสนา ศิลปะแบบอมราวดีและแบบคุปตะจากอินเดีย และศิลปะศรีวิชัยจากภาคใต้ เป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ โบราณวัตถุที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องมือหินขัด ภาชนะดินเผา ลูกปัดแก้ว เหรียญกษาปณ์ ประติมากรรมดินเผารูปพระสงฆ์ ๓ องค์อุ้มบาตร พระพุทธรูปปูนปั้นนาคปรกศิลปะแบบอมราวดี ธรรมจักรจารึกแผ่นทองแดง ฯลฯ
อาคารที่ ๒ จัดแสดงประวัติศาสตร์เมืองอู่ทองในสมัยอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๔ การบูรณะซ่อมแซมเจดีย์หมายเลข ๑ ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๒๑๗๓-๒๑๙๘) โบราณวัตถุที่จัดแสดง ได้แก่ พระพุทธรูป พระพิมพ์ ขันสำริด ครอบเต้าปูนสำริด กังสดาล และกระปุกลายครามของจีน ฯลฯ
อาคารที่ ๓ เป็นสถาปัตยกรรมเรือนลาวโซ่ง จัดแสดงขนบธรรมเนียม ประเพณี เครื่องมือ เครื่องใช้ และการทอผ้า


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี  ตั้งอยู่ริมถนน สุพรรณบุรี-ชัยนาท(ทางหลวงหมายเลข 340)ตำบลสนามชัย ภายในศูนย์ศิลปวัฒนธรรม ภาคตะวันตกจังหวัดสุพรรณบุรี ตรงข้ามกับศูนย์ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบด้วยวิทยาลัยนาฎศิลปสุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี หอจดหมายเหตุแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี หอสมุดแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรีเฉลิมพระเกียรติ และโรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี ที่จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง สนองแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ภายในอาคารนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงประวัติฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
ของเมืองสุพรรณบุรีในอดีต พัฒนาการของเมืองสุพรรณบุรีตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ลพบุรี อยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ จัดแสดงเหตุการณ์สำคัญครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชชนะศึกยุทธหัตถี ผ่านสื่อโสตทัศนูปกรณ์ จัดแสดงประวัติความเป็นมาและวัฒนธรรมของกลุ่มชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงประวัติบุคคลสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรีในอดีต ท่านสามารถชมพระพิมโบราณจากกรุวัดที่มีชื่อเสียงต่างๆ ในเมืองสุพรรณบุรี พร้อมยังรวบรวม ผลงานของศิลปินในสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักร้องลูกทุ่ง เพลงพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงไว้มากมาย


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย ตั้งอยู่ริมถนนพระพันวษา ตำบลท่าพี่เลี้ยง บริเวณที่ว่าการอำเภอเมืองสุพรรณบุรี เป็นอาคารคอนกรีต ออกแบบผสมผสานระหว่างเรือนไทยและยุ้งฉางชาวนา ลักษณะ อาคารประยุกต์ 2 ชั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการทำนา ชั้นล่าง จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของการทำนา เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา ประเพณีและวิถีชีวิตของชาวนา เรื่องราวของข้าวในอดีตและที่น่าสนใจ คือการพบเศษภาชนะดินเผาที่บ้านบางปูน ตำบลพิหารแดง ซึ่งอาจเป็น หลักฐานพระราชพิธีแรกนาขวัญในสมัยอยุธยา ชั้นบนแสดงพระจริยวัตร ของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู ชาวนาไทยและทรงพัฒนาการทำนา และการเกษตรของชาติ รวมถึงจัดแสดงภาพจำลองเหตุการณ์พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เมื่อปีพ.ศ. 2529 ณ แปลงนาสาธิตบึงไผ่แขก ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมือง ทรงทำปุ๋ยหมัก หว่านและเก็บเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง และ เก็บรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆที่พระองค์ทรงใช้ นอกจากนี้ยังมีห้อง ค้นคว้าข้อมูล สำหรับค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุ ที่จัดแสดง



สถานที่ท่องเที่ยวในภาคกลาง

วัดธรรมมงคล


วัดไตรมิตรวิทยาราม


วัดเบญจมบพิตร


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย


อุทยานแห่งชาติรามคำแหง


อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย


อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

น้ำตกในภาคอีสาน

น้ำตกห้วยทรายใหญ่

(แก่งอีเขียว) อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-เขายอดมน เป็นน้ำตกที่สวยงาม ห่างจากอำเภอบุณฑริกไปทางทิศเหนือตามเส้นทางหมายเลข 2369 ไปบ้านห้วยทราย เป็นระยะทาง 26 กิโลเมตร ถึงกม.ที่ 29 มีทางแยกขวาไปอีก 6 กิโลเมตร ลักษณะเป็นน้ำตกที่ไหลมาตามลานหินลดหลั่นลงไปด้านล่าง บริเวณร่มรื่นมีน้ำมากในช่วงปลายฤดูฝน


น้ำตกวังน้ำมอก

อยู่ในเขตวังน้ำมอก ตำบลพระพุทธบาท เป็นน้ำตกสูง 30 เมตรอยู่ทางทิศเหนือของหมุ่บ้าน เลยเขตเทศบาลตำบลศรีเชียงใหม่ออกไปทางอำเภอสังคม ประมาณ28 กิโลเมตร ก่อนถึงวัดหินหมากเป้ง 20 เมตร จะมีทางแยกซ้ายเข้าสู่หมู่บ้านวังน้ำมอกระยะทางจากทางแยกเข้าสู่น้ำตกประมาณ 7 กิโลเมตรเดินทางโดยรถยนต์จนถึงตัวน้ำตกได้โดยไม่ต้องเดินเท้าบริเวณน้ำตกมีแนวสันภูเป็นผาหินมีลักษณะแปลกตา ธารน้ำไหลระยะทางลดหลั่นกันไปตอนล่างเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่และลานหิน สามารถลงเล่นน้ำและอาบน้ำได้ช่วงเวลาที่มีน้ำได้แก่ ช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคมเป็นช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวที่สุด

ประกอบกับผู้คนที่มาท่องเที่ยวสามารถพักค้างคืน (โฮมสเตย์) และเดินเที่ยวป่ารวมทั้งยังร่วม พิธีบายศรีสู่ขวัญ และซุมข้าวแลง (กินข้าวเย็นด้วยกัน)ซึ่งเป็นประเพณีของชาวบ้านวังน้ำมอกในการต้อนรับกับคนแปลกถิ่นที่มาเยือนจึงสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนเป็นอย่างดี อาหารพื้นบ้านที่ท่านจะได้ลิ้มรสอันได้แก่ แกงหน่อไม้ ตำสับปะรด ปลาทอดสมุนไพรกรอบ ฯลฯ


น้ำตกธารทิพย์

อยู่เลยอำเภอสังคมไปประมาณ 9 กิโลเมตร โดยเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 211 ถึงบริเวณ กม. 97-98 มีป้ายบอกทางเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร เมื่อถึงลานจอดรถต้องเดินเท้าอีก 100 เมตรจึงถึงตัวน้ำตก น้ำตกธารทิพย์ เป็นน้ำตกที่สูงและสวยงามท่ามกลางป่าเขียวขจี แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ด้านล่างเป็นน้ำตกชั้นแรกสูงประมาณ 30 เมตร ไหลจากหน้าผาเป็นสายยาวสีขาวสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ชั้นที่ 2 สูงประมาณ 100 เมตร ต้องปีนขึ้นไปตามเส้นทางที่ทำไว้ และชั้นที่ 3 สูงประมาณ 70 เมตร มีน้ำไหลอยู่ตลอดปี และจะมีน้ำมากในฤดูฝน


น้ำตกธารทอง

อยู่ในเขตบ้านผาตั้ง หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง การเดินทางใช้เส้นทางหนองคาย-ศรีเชียงใหม่-สังคม (ทางหลวงหมายเลข 211) ผ่านบ้านไทยเจริญ แล้วต่อไปบ้านผาตั้ง บริเวณหลัก กม.ที่ 74 ก่อนถึงตัวอำเภอประมาณ 11 กิโลเมตร น้ำตกธารทองจะอยู่ริมทางด้านขวามือ ส่วนด้านซ้ายมือของถนนเป็นบริเวณลานจอดรถ น้ำตกธารทองมีลักษณะเป็นธารน้ำไหลไปตามลานหิน มีแอ่งน้ำให้เล่นน้ำได้ ก่อนจะลดระดับเกิดเป็นชั้นน้ำตกเล็ก ๆ เป็นระยะลดหลั่นกันไปประมาณ 30 เมตรและไหลลงสู่ลำน้ำโขงในที่สุด ช่วงเวลาที่มีน้ำมากเหมาะแก่การมาเที่ยวชมคือระหว่างเดือนมิถุนายน-ตุลาคม บริเวณโดยรอบเป็นสวนรุกขชาติมีป่าไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น

วัดในภาคอีสาน

วัดหนองป่าพง

ตั้งอยู่ที่บ้านพงสว่าง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบเป็นวัดที่มีบรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบเหมาะแก่การเล่าเรียนพระธรรมวินัยและปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อ พ.ศ. 2497 หลวงปู่ชา (พระโพธิญาณเถร)ได้ทำการบุกเบิกปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสมแก่การปฎิบัติธรรมและได้จัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นในปีนั้นและเปลี่ยนสภาพเป็นวัดในโอกาสต่อมาวัดแห่งนี้เป็นต้นแบบของวัดป่าสายหลวงปู่ชาอีกกว่า 100 แห่ง ทั้งในและต่างประเทศบริเวณวัดสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจคือ พิพิธภัณฑ์พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท)เป็นอาคารที่จัดแสดงเครื่องอัฐบริขารและหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ชา สุภัทโทเปิดให้เข้าชม ตอนเช้า เวลา 10.30-12.00 น. ตอนบ่าย เวลา 14.00-18.00 น.และภายในมีเจดีย์ศรีโพธิญาณ เป็นสถานที่พระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ชา การเดินทางจากตัวเมืองใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2178 (สายอุบล-กันทรลักษ์)ประมาณ 6 กิโลเมตรมีทางแยกขวาอีก 2 กิโลเมตร


วัดภูหล่น

ตั้งอยู่ที่ตำบลสงยาง อำเภอศรีเมืองใหม่ ห่างจากตัวอำเภอ 20 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 78 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2135 บริเวณกิโลเมตรที่ 31-32 เส้นอำเนาจเจริญ-ศรีเมืองใหม่  เป็นสถานที่ที่หลวงปู่มั่นเริ่มฝึกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฎฐานกับหลวงปู่เสาร์ผู้เป็นอาจารย์ มีบันไดศิลาแลงทอดขึ้นไปบนยอดเขา ซึ่งมีเพิงผาหินและร่มครึ้มด้วยแมกไม้


วัดพระธาตุหนองบัว

อยู่ชานเมืองอุบลราชธานี ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตรตามถนนเลี่ยงเมือง จะมีทางแยกตลาดหนองบัว (จากถนนใหญ่) เข้าไปประมาณ 700 เมตร ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ คือ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษ ของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2500 โดยได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย นับเป็นวัดเดียวในภาคอีสานที่มีเจดีย์แบบนี้ สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปเป็นป่าโปร่ง ร่มรื่น


วัดบูรพาราม

วัดบูรพาราม ตั้งอยู่ถนนบูรพาใน เป็นวัดที่เคยเป็นที่จำพรรษาของอาจารย์ชื่อดังทาง วิปัสสนากรรมฐาน ได้แก่ อาจารย์สี ทาชยเสโน อาจารย์มั่น ภูริทัตโต อาจารย์ลี ธัมมธโร อาจารย์เสาร์ กันตสีโล และอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ปัจจุบันคงมีแต่รูปเหมือนทำจากหินบริสุทธิ์จากลำน้ำต่างๆ เป็นที่เคารพสักการะของชาวเมือง


วัดดอนธาตุ

ตั้งอยู่บนเกาะกลางลำน้ำมูลที่บ้านทรายมูล ตำบลทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวอำเภอไปตามทางหลวงหมายเลข 2222 (พิบูลฯ-โขงเจียม) ประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์เคยจำพรรษา ปัจจุบันยังมีเวชนียสถานและอัฐบริขารของท่านที่หลงเหลืออยู่ เช่น กุฎิ แท่นหินนั่งสมาธิ

อุทยานในภาคอีสาน

อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย

มีพื้นที่ประมาณ 686 ตารางกิโลเมตร ในเขตอำเภอบุณฑริกอำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืนมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาวและกัมพูชาหรือที่เรียกว่า สามเหลี่ยมมรกตพื้นที่เป็นภูเขาในเทือกเขาพนมดงรัก สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2530

สถานที่น่าสนใจในอุทยานได้แก่
น้ำตกห้วยหลวง(ถ้ำบักเตว) อยู่เลยที่ทำการอุทยานฯไปทางใต้ 3.5 กิโลเมตรรถยนต์เข้าถึงได้ เป็นน้ำตกสูงประมาณ 50 เมตรตกลงสู่หุบเขาที่มีลักษณะเป็นอ่างน้ำขนาดเล็ก มีหาดทรายขาวและน้ำเป็นสีมรกตงดงามมากมีบันไดประมาณสองร้อยกว่าขั้น นักท่องเที่ยวสามารถลงไปชมวิวบริเวณด้านล่างได้ช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวคือระหว่างเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ นอกจากนี้ยังมีทางเดินเท้าจากน้ำตกห้วยหลวง ไปยังน้ำตกจุ๋มจิ๋ม หรือน้ำตกประโอนละออซึ่งเกิดจากสายน้ำที่ไหลลดระดับจากน้ำตกห้วยหลวง
สวนหินพลานยาวเป็นกลุ่มหินรูปร่างแปลกตาตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปเป็นบริเวณกว้าง
น้ำตกเกิ้งแม่พองอยู่ห่างจากน้ำตกห้วยหลวงไปทางใต้ประมาณ 9 กิโลเมตร ตามทางเดินป่าเป็นน้ำตกที่เกิดจากลำโดมน้อย
แก่งศิลาทิพย์ เป็นแก่งขนาดใหญ่ห่างจากที่ทำการประมาณ 3 กิโลเมตร เกิดจากลำธารห้วยหลวงไหลผ่านลานหินทรายผ่านแก่งหินหักลงเป็นขั้น จนเกิดเป็นน้ำตกขนาดเล็ก บริเวณลานหินกลางลำธารเกิดปรากฎการณ์ “กุมภลักษณ์” คือ หินเกิดเป็นช่องหลุมรูกลมขนาดเล็กใหญ่ตื้นลึกแตกต่างกันไป ตามความแรงของสายน้ำ ดูสวยงามแปลกตา
พลาญกงเกวียนลานหินกว้างที่ด้านหน้ามีกลุ่มหินลักษณะเป็นเพิงตามธรรมชาติมีดอกไม้ป่าและพันธุ์ไม้ขึ้นสลับกันเป็นหย่อมๆและนักเดินทางในอดีตได้ใช้ประโยชน์จากเพิงหินเหล่านี้ในการกำบังแดดและฝนในระหว่างการเดินทางจึงเป็นที่มาของชื่อ “พลาญกงเกวียน” พลาญ หมายถึง บริเวณที่เป็นลานกว้าง กงเกวียนเพี้ยนมาจาก พวงเกวียนที่หมายถึงประทุนเกวียนหรือกระทุนเกวียนที่เป็นสิ่งกำบังแดดบนเล่มเกวียนหรือกระทุนเกวียนที่เป็นสิ่งกำบังแดดบนเล่มเกวียนที่ใช้เป็นพาหนะในการเดินทางในสมัยโบราณ
แก่งสามพันปีและแก่งกะเลา อยู่เลยที่ทำการอุทยานฯ ไปทางทิศใต้ 4 กิโลเมตรรถยนต์เข้าถึง เป็นจุดชมพืชพันธุ์ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
แก่งลำดวนอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม บนทางหลวงหมายเลข 2248 (น้ำยืน-นาจะหลวย)ห่างจากอำเภอน้ำยืน 14 กิโลเมตร ถึงบ้านหนองบอน มีทางแยกขวาไปอีก 2.6 กิโลเมตรเป็นน้ำตกที่ไหลมาตามธารหินซึ่งมีต้นไม้ร่มรื่นโดยเฉพาะต้นลำดวนซึ่งมีอยู่มากในบริเวณนี้ สามารถลงเล่นน้ำได้มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติผ่านถ้ำและแก่งต่าง ๆ
ภูหินด่างเป็นจุดชมวิวบนหน้าผาสูงมองเห็นทัศนียภาพป่าในเขตประเทศลาวและกัมพูชาซึ่งอยู่เบื้องล่างตามลานหินมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่แปลกจากแหล่งอื่นๆคือบนผนังหน้าผาที่เว้าเข้ามานั้นมีปื้นสีชมพูบ้าง แดงบ้างคล้ายใครเอาสีไปป้ายทาไว้เป็นภาพจิตรกรรมโดยธรรมชาติที่สวยงามซึ่งนักธรณีวิทยาอธิบายว่าเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงสภาพอากาศที่แห้งแล้วเมื่อประมาณหลายร้อยล้านปีจึงส่งผลให้มีการตกตะกอนของแร่ธาตุบางอย่างในน้ำทะเลก่อให้เกิดลักษณะทางธรณีวิทยาเช่นนี้ นอกจากนี้ยังมีทะเลหมอกในช่วงฤดูหนาว การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข2248 (บุณฑริก-นาจะหลวย) จากอำเภอบุณฑริกประมาณ 15 กิโลเมตรผ่านบ้านหนองเม็กไปจนถึงแซลำดวน ซึ่งเป็นจุดจอดรถแล้วเดินเท้าไปอีก 2 กิโลเมตร


ที่ทำการอุทยานฯตั้งอยู่ที่บ้านแก้งเรือง อำเภอนาจะหลวยห่างจากตัวเมืองอุบลฯประมาณ 150 กิโลเมตร การเดินทาง ไปยังอุทยานฯ มี 2 เส้นทาง คือ1.ใช้เส้นทางสายอุบลราชธานี-เดชอุดม-น้ำยืน-นาจะหลวย 140 กิโลเมตร ก่อนถึงนาจะหลวย10 กิโลเมตร มีทางแยกขวาอีก 8 กิโลเมตรและเส้นทางที่ 2. ใช้เส้นทางอุบลราชธานี-เดชอุดม-บุณฑริก-นาจะหลวย เลยนาจะหลวยไป 10 กิโลเมตรมีทางแยกซ้าย 8 กิโลเมตร

ค่าเข้าชมอุทยานฯ คนไทย ผู้ใหญ่ คนละ 40 บาท เด็กคนละ 20 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ คนละ 200 บาท เด็ก คนละ 100 บาท

อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอยมีบริการบ้านพักและจุดกางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยวแต่นักท่องเที่ยวต้องนำเต็นท์ไปเองรายละเอียดสอบถามที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร.0 2562 0760 www.dnp.go.thหรือติดต่อที่อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย ตำบลนาจะหลวย อำเภอนาจะหลวยจังหวัดอุบลราชธานี 34280


อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2534 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่และอำเภอโพธิ์ไทรมีพื้นที่ติดกับประเทศลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งพรมแดนมีพื้นที่ประมาณ 140 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและเนินเขามีหน้าผาสูงชันซึ่งเกิดจากการแยกตัวของผิวโลก สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าเต็งรังมีหินทรายลักษณะแปลกตากระจายอยู่ทั่วบริเวณมีพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงามขึ้นอยู่ตามลานหิน การเดินทางจากอำเภอโขงเจียมใช้เส้นทาง2134 ต่อด้วยเส้นทาง 2112 แล้วแยกขวาไปผาแต้มอีกราว 5 กิโลเมตรรวมระยะทางจากโขงเจียมประมาณ 18 กิโลเมตร สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ ได้แก่

เสาเฉลียง อยู่ก่อนถึงผาแต้มประมาณ 3 กิโลเมตรเป็นเสาหินธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลมนับล้านปีมีลักษณะคล้ายดอกเห็ดเรียงรายกันอยู่มากมาย ซึ่งหินดังกล่าวจะปรากฏเห็นซากเปลือกหอยกรวด ทราย อยู่ในเนื้อหิน ซึ่งนักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่าเมื่อประมาณล้านกว่าปีมาแล้ว บริเวณนี้คงจะเป็นทะเลมาก่อนชาวบ้านบริเวณนี้เรียกเสาหินที่คล้ายดอกเห็ดนี้ว่า “เสาเฉลียง” ซึ่งแผลงมาจากคำว่า“สะเลียง” ที่หมายถึง “เสาหิน”

ผาแต้มและผาขามเป็นหน้าผาสูงที่สวยงามตามธรรมชาติบริเวณด้านล่างของหน้าผามีภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ปรากฏเรียงรายอยู่เป็นระยะมีอายุไม่ต่ำกว่าสามพันถึงสี่พันปี ทางอุทยานฯได้ทำทางเดินจากหน้าผาด้านบนลงไปชมภาพเขียนสีเหล่านี้ที่หน้าผาด้านล่างระยะทางประมาณ 500 เมตร ภาพเขียนจะอยู่บนผนังหน้าผายาวติดต่อกันประมาณ 170 เมตรซึ่งเป็นมุมต่ำกว่า 90 องศา มีภาพทั้งหมดประมาณ 300 ภาพ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือสัตว์ เครื่องมือเครื่องใช้ สัญลักษณ์ และคน ด้านตรงข้ามผาแต้มคือประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดนทำให้ผาแต้มเป็นจุดชมวิวที่สวยงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจจะชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่แห่งใดในประเทศไทยเช่นเดียวกันกับที่หมู่บ้านเวินบึกที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงไม่ไกลจากบริเวณแม่น้ำสองสีมากนักซึ่งทุกวันนี้จะมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

ถ้ำมืดตั้งอยู่ที่บ้านซะซอม ตามทางหลวงหมายเลข 2112 เลี้ยวซ้ายไปทางบ้านทุ่งนาเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นถ้ำขนาดกว้าง 4 เมตร สูง 6 เมตรภายในถ้ำมีพระพุทธรูปไม้แกะสลักเรียงรายกันมากมายแสดงว่าคงจะเคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนามาก่อน

น้ำตกสร้อยสวรรค์ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 2112 ห่างจากตัวอำเภอโขงเจียมประมาณ 30 กิโลเมตรเป็นน้ำตกขนาดใหญ่เกิดจากลำธาร 2 สายคือห้วยสร้อยและห้วยไผ่ที่ไหลจากหน้าผาคนละมาบรรจบกันซึ่งสูงประมาณ 20 เมตรมองดูคล้ายสร้อยที่แขวนคอบริเวณน้ำตกเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพรรณมีมากในช่วงปลายฝนต้นหนาวน้ำตกสร้อยสวรรค์จะสวยงามมากในช่วงปลายฤดูฝนเช่นเดียวกับน้ำตกอื่น ๆในบริเวณนี้

น้ำตกทุ่งนาเมือง ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 2112 ห่างจากน้ำตกสร้อยสวรรค์ ประมาณ 13 กิโลเมตร โดยมีทางแยกขวาจากบ้านนาโพธิ์กลางไป 10 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดกลางที่มีความสวยงาม ไหลลดหลั่นลงมาตามโขดหินชั้นบนสูงสุดประมาณ 25 เมตร บริเวณโดยรอบมีดอกไม้ต่างๆ มากมายโดยเฉพาะในเดือนตุลาคม-ธันวาคม

น้ำตกแสงจันทร์ (น้ำตกรู)ก่อนถึงน้ำตกทุ่งนาเมือง 1 กิโลเมตรมีทางแยกขวาที่บ้านทุ่งนาเมืองไปน้ำตกแสงจันทร์ประมาณ 2 กิโลเมตรเป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงามและมีลักษณะพิเศษ เกิดจากลำห้วยเล็ก ๆบนลานหินไหลลอดผ่านหน้าผาหินที่มีลักษณะเป็นรูลงสู่เพิงผาด้านล่างหากเดินทางมาชมตอนช่วงเที่ยงวันซึ่งแสงอาทิตย์ลอดผ่านรูพอดีจะมองเห็นสายน้ำตกเหมือนแสงจันทร์


ป่าดงนาทามอยู่ในบริเวณภูนาทามทางตอนเหนือของอุทยานฯ ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 36 กิโลเมตร การท่องเที่ยวที่ป่าดงนาทามเป็นลักษณะการเดินป่าชมธรรมชาติป่าไม้ภูผาและแม่น้ำโขง ซึ่งจุดที่น่าสนใจได้แก่ ลานหิน พลานถ้ำไฮ เสาเฉลียงคู่ สนสองใบน้ำตกห้วยพอก ผาชนะได (จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม) ผากำปั่น ผาหินแตกน้ำตกกวางโตน หินโยกมหัศจรรย์ (มีน้ำหนัก 50 ตันแต่โยกได้ด้วยคนเดียว)  ภูจ้อมก้อมถ้ำปาติหารย์ ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ตามหลืบผา เป็นต้น  หมายเหตุบริเวณป่าดงนาทามปิดตั้งแตวันที่ 1 กค.-30 กย.ของทุกปี
          สำหรับการท่องเที่ยวตามฤดูกาลต่าง ๆ ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายนจะเหมาะในการชมดอกไม้ตามลานหินเช่น เช่น หยาดน้ำค้าง แดงอุบล เอนอ้า เหลืองพิสมรและทุ่งดอกไม้ชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้แก่ดุสิตา สร้อยสุวรรณา มณีเทวา ทิพเกสร สรัสจันทร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี  น้ำตกที่มีน้ำมากช่วงกันยายนถึงธันวาคมและทะเลหมอกริมโขงส่วนในช่วงเดือนฤดูแล้งมกราคม-มีนาคม จะเหมาะในการชมป่าไม้เปลี่ยนสี ดอกไม้หน้าแล้งอาทิ ต้นรัง ตะแบกเลือด พุดผา ช้างน้าวและล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำโขงระหว่างบ้านปากลา-คันท่าเกวียน
นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดการเดินป่าดงนาทามได้ที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติผาแต้ม หรือที่อบต.นาโพธิ์กลาง (โทร. 0 4538 1063)

วัดภูอานนท์ อยู่ทางทิศเหนือของบ้านซะซอมห่างจากถนนหมายเลข 2112 ที่บ้านนาโพธิ์กลาง ประมาณ 10 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงสะดวกภายในบริเวณวัดมีสภาพธรรมชาติที่น่าสนใจ เช่น ลานหิน รอยเท้าใหญ่ ตุ่มหินธรรมชาติภาพเขียนสีศิลปะถ้ำ เป็นต้นเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวชมธรรมชาติในช่วงสั้นๆ

ค่าเข้าชมอุทยานฯ  คนไทยผู้ใหญ่ คนละ 40 บาท เด็ก คนละ 20 บาท ขาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ คนละ 200 บาท เด็กคนละ 100 บาท

อุทยานแห่งชาติผาแต้มยังไม่มีบริการบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยวผู้ประสงค์จะค้างแรมในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้มต้องเตรียมอุปกรณ์และเตรียมอาหารในการพักแรมมาเองและต้องกางเต็นท์ในที่ซึ่งอุทยานฯจัดเตรียมไว้ให้ นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อได้ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ตู้ปณ. 5 อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี 34220 โทร. 0 4531 8026, 0 4524 6332 หรือกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร. 0 2562 0760 www.dnp.go.th


อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ

มีพื้นที่ประมาณ 50,000 ไร่ ในเขตอำเภอสิรินธรและอำเภอโขงเจียมภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและเนินเขาเตี้ยๆ สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าแพะหรือป่าแดงต้นไม้ในป่ามีลักษณะแคระแกรน บางส่วนเป็นทุ่งหญ้าได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 ที่ทำการอุทยานฯตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูลบริเวณแก่งตะนะ การเดินทางสามารถไปได้สองเส้นทางคือใช้ทางหลวงหมายเลข 217 (อุบลราชธานี-พิบูลมังสาหาร-ช่องเม็ก ประมาณ 75 กิโลเมตร)แล้วแยกซ้ายไปตามเส้นทาง 2173 อีก 13 กิโลเมตรส่วนอีกเส้นทางหนึ่งคือใช้ทางหลวงหมายเลข 2222 ผ่านอ.โขงเจียมประมาณ 4 กิโลเมตรแล้วข้ามแม่น้ำมูลไปอีก 12 กิโลเมตรหรืออาจใช้เส้นทางที่ข้ามสันเขื่อนปากมูลก็ได้(กรณีที่เขื่อนเปิด) ในเขตอุทยานฯมีสถานที่ท่องเที่ยวดังนี้
ดอนตะนะ เป็นดอนหรือเกาะที่เกิดขวางแม่น้ำมูลมีความกว้างประมาณ 450 เมตร ยาวประมาณ 700 เมตร มีสะพานแขวนทอดข้ามทั้ง 2 ด้านของเกาะทางตอนเหนือของดอนตะนะมีหาดทรายเหมาะแก่การพักผ่อนบนดอนตะนะยังมีป่าอยู่ทั่วไปเป็นสภาพป่าดงดิบแล้งมีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นในช่วงเช้าและช่วงเย็นจะมีการทำประมงของชาวบ้านรอบๆเกาะ
แก่งตะนะเป็นแก่งกลางลำน้ำมูลที่ใหญ่ที่สุดกลางแก่งตะนะมีโขดหินมหึมาเป็นเกาะกลางลำน้ำมูลที่เกิดจากลำน้ำมูลทั้งสองสายที่เชี่ยวกรากและจะกัดเซาะลงในแนวหินสูงประมาณ1 เมตร ถ้าสังเกตเกาะกลางแก่งตะนะจะเห็นสิ่งก่อสร้างรูปสี่เหลี่ยมซึ่งสร้างขึ้นในสมัยฝรั่งเศสยังล่าอาณานิคมเพื่อใช้เป็นเครื่องชี้ร่องน้ำในการเดินเรือนอกจากนี้ยังมีโพรงถ้ำใต้น้ำหลายแห่งจึงทำให้มีปลามาอาศัยบริเวณแก่งตะนะชุกชุมช่วงที่เหมาะในการไปเที่ยวคือเดือนมกราคม-พฤษภาคมจุดชมวิวแก่งตะนะที่บริเวณที่ทำการอุทยานฯ นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวแก่งตะนะฝั่งซ้าย(อีกด้านหนึ่งของแม่น้ำมูล) ที่บริเวณทางไปถ้ำเหวสินธุ์ชัย
สะพานแขวนเป็นสะพานที่เชื่อมจากฝั่งแม่น้ำมูลดอนตะนะโครงสร้างเป็นเหล็กยึดโยงด้วยลวดสลิงขนาดใหญ่ซึ่งเป็นจุดชมวิวสองฟากฝั่งของแม่น้ำมูลเหนือแก่งตะนะและใช้เดินข้ามเข้าไปชมธรรมชาติบนดอนตะนะได้อย่างเพลิดเพลิน
ถ้ำพระหรือถ้ำภูหมาในเป็นชะง่อนผายื่นออกจากฝั่งแม่น้ำมูล อดีตเคยมีพระพุทธรูปทองคำเงินและไม้เป็นจำนวนมากแต่ใน ปัจจุบันได้หายไปแล้วมีแท่นศิวลึงค์(ฐานโยนี)และแนวอิฐซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างในราวศตวรรษที่ 12-13ลานผาผึ้งเป็นพลาญหินทรายและเป็นหน้าผาชันโดยหน้าผาจะหันหน้าสู่ด้านทิศตะวันออกเหมาะแก่การชมวิวช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและสามารถมองวิวประเทศลาวได้ลานผาผึ้งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 1.5 กิโลเมตรรถยนต์เข้าถึงหรือจะเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติเลียบฝั่งแม่น้ำมูลได้เช่นกัน
 
เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกรากไทร อยู่บริเวณหน้าผาริมแม่น้ำมูลห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 500 เมตร มีเส้นทางเดินเลียบผาระยะทางประมาณ1 กิโลเมตร ผ่านจุดชมพืชพันธุ์ ไลเคนส์ มอส เฟิร์น ถ้ำพระและน้ำตกรากไทรเหมาะสำหรับการเดินป่าชมธรรมชาติในช่วงเวลาสั้นๆ

 
น้ำตกตาดโตน ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 2173 ซึ่งแยกจากทางหลวงหมายเลข 217 เข้าไปประมาณ 6 กิโลเมตรเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง เกิดจากลำห้วยตาดโตนไหลผ่านลานหินแล้วตกลงสู่ที่ลุ่ม เกิดเป็นแอ่งน้ำสามารถลงเล่นน้ำได้มีน้ำเย็นใสสะอาดบริเวณโดยรอบเป็นป่าไม้และดอกไม้นานาพรรณ

ค่าเข้าอุทยานฯผุ้ใหญ่ คนละ 20 บาท เด้ก คนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ คนละ 100 บาท เด็กคนละ 50 บาท
 
บริเวณที่ทำการอุทยานฯมีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยวรายละเอียดติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชกรุงเทพฯ โทร. 0 2562 0760 หรือที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะโทร. 0 4524 9802, 0 4244 2002 www.dnp.go.th


อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3,430 ไร่ ในเขตบ้านติ้ว ตำบลเมืองพาน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดระยะทางประมาณ 67 กิโลเมตร ตามเส้นทางหมายเลข 2 เส้นอุดรธานี-หนองคาย ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 13 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2021 ไปทางอำเภอบ้านผือ ระยะทางประมาณ 42 กิโลเมตร แยกขวาประมาณ 500 เมตร และตรงไปตามเส้นทางหมายเลข 2348 อีกประมาณ 12 กิโลเมตร มีแยกขวาเป็นทางเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทนี้เป็นที่ตั้งของสถานที่ซึ่งแสดงถึงอารยธรรมของมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศซึ่งมีโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นหินทรายที่ถูกขัดเกลาจากขบวนการกัดกร่อนทางธรรมชาติทำให้เกิดเป็นโขดหินน้อยใหญ่รูปร่างต่าง ๆ กัน ปรากฏเป็นหลักฐานเกี่ยวกับชีวิตผู้คนในอดีตที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ

พระพุทธบาทบัวบก ตั้งอยู่บริเวณทางแยกซ้ายมือก่อนถึงที่ทำการอุทยานฯสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2463-2477 คำว่า "บัวบก" เป็นชื่อของพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นตามป่า มีหัว และใบคล้ายใบบัว ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ผักหนอก บัวบกนี้คงจะมีอยู่มากในบริเวณที่พบรอยพระพุทธบาท จึงเรียกรอยพระพุทธบาทนี้ว่า "พระพุทธบาทบัวบก" หรือคำว่าบัวบกอาจจะมาจากคำว่า บ่บก ซึ่งหมายถึง ไม่แห้งแล้ง รอยพระพุทธบาทมีลักษณะเป็นแอ่งลึกประมาณ 60 เซนติเมตร ลงไปในพื้นหินยาว 1.93 เมตร กว้าง 90 เซนติเมตร เดิมมีการก่อมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทไว้ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2465 พระอาจารย์ศรีทัตย์ สุวรรณมาโจ ได้รื้อมณฑปเก่าออกแล้วสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นใหม่ และยังสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองวางทับรอยพระพุทธบาทเดิมไว้ ภายในพระธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงบัวเหลี่ยมคล้ายองค์พระธาตุพนม มีงานนมัสการพระพุทธบาทบัวบกในวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี

พระพุทธบาทหลังเต่า ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระพุทธบาทบัวบก มีลักษณะเป็นรอยพระบาทสลักลึกลงไปในพื้นหิน ลึกประมาณ 25 เซนติเมตร ใจกลางพระบาทสลักเป็นรูปดอกบัว กลีบแหลมนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และเนื่องจากพระพุทธบาทแห่งนี้อยู่ใกล้กับเพิงหินธรรมชาติรูปร่างคล้ายเต่า จึงได้ชื่อว่า “พระพุทธบาทหลังเต่า”

ถ้ำ และเพิงหินต่าง ๆ ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณอุทยานฯ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ในระยะทางไม่ไกลนัก ได้แก่ ถ้ำลายมือ ถ้ำโนนสาวเอ้ ถ้ำคน ถ้ำวัวแดง (ซึ่งถ้ำเหล่านี้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นที่พำนักของมนุษย์สมัยหิน และมนุษย์เหล่านั้นได้เขียนรูปต่าง ๆ ไว้ เช่น รูปคน รูปมือ รูปสัตว์ และรูปรายเรขาคณิต) นอกจากนั้นยังมีลานหินที่สวยงาม คือ ลานหินโนนสาวเอ้ ธรรมชาติได้สร้างเพิงหินต่าง ๆ ไว้ ทำให้มนุษย์รุ่นหลัง ๆ ได้จินตนาการผูกเป็นเรื่องตำนานพื้นบ้าน คือ เรื่อง “นางอุสา-ท้าวบารส” เพิงหินที่สวยงามเหล่านี้ ได้แก่ คอกม้าท้าวบารส หอนางอุสา บ่อน้ำนางอุสา นอกจากนั้นยังพบชิ้นส่วนหลักเสมา และหินทรายจำหลัก พระพุทธรูปศิลปะสมัยทวาราวดี ที่เพิงหินวัดพ่อตา และเพิงหินวัดลูกเขย ในช่วงปลายฝนต้นหนาวจะมีดอกไม้เล็ก ๆ ขึ้นอยู่ตามพื้นที่ชุ่มชื้นบริเวณลานหินเหล่านี้
 ภายในบริเวณอุทยานฯ มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ให้บริการข้อมูลของอุทยานฯ รวมทั้งแผนที่ และเส้นทางเดินเที่ยวชมบริเวณ

เวลาเปิด-ปิด : อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00-16.30 น.

อัตราค่าเข้าชม:  นักท่องเที่ยว ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ  100 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 4222 2909 ต่อ 218


อุทยานดงลิงดอนเจ้าปู่

เป็นพื้นที่ป่าเบญจพรรณกว่า 200 ไร่ซึ่งประชาชนท้องถิ่นสงวนรักษาไว้เป็นดอนปู่ตามีศาลเจ้าปู่ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวบ้านและเป็นที่อาศัยของลิงจำนวนมาก